. . .

เท่ ขี่สบาย Royal Enfield Interceptor 650 คล่องตัว แรงสั่งได้ เปิดศักราชใหม่แห่งเรโทรไบค์ขนาดกลาง

ถ้าจะพูดถึง Royal Enfield ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก นอกจากจะเข้ามาทำตลาดในไทยได้เกือบๆ 4 ปีแล้วยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีซะด้วย ลูกค้าเพียบ กับรถสไตล์คลาสสิคที่มีเครื่องยนต์สูบเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยรุ่น Bullet 500, Classic 500, Continental GT 535 และ Himalayan LS 410 กอปรกับการเดินทางออกไปขี่รถในต่างประเทศเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือที่ เลห์ – ลาดัก ประเทศอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในสถานที่(ที่มีหลายเส้นทาง) ที่นักบิดหลายคนตั้งเป้าหมายไว้ ว่าต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้ง

แฮนด์บาร์นั่งหลังตรงชิลล์ๆ

ตัวรถจะมาในสไตล์คลาสสิคและได้แรงบันดาลใจมาจาก Interceptor ที่วางขายเมื่อราวยุค 60’s กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งด้วยแพลทฟอร์มใหม่ ถังน้ำมันทรงโค้งมล แฮนด์บาร์วางกำลังเหมาะทำให้คุณนั่งหลังตรงได้สบายๆ

ตำแหน่งพักเท้ามีการวางอยู่กึ่งกลางของลงไม่ได้โน้มไปด้านหลัง แต่มันดันอยู่ในตำแหน่งที่เราจะวางเท้าเวลาจอดพอดี แรกๆ ก็มีกระแทกบ้างจึงต้องระวังสักหน่อย ถ้าไม่ชินเวลาไปมุดๆ ไฟแดงแล้วจะวางเท้าอาจเกิดพลาดจนทำให้เกิดอุบัติเหตุเอาได้

การออกแบบ


ตัวรถ Interceptor 650 คันนี้อ้างอิงการออกแบบมาจาก Interceptor รุ่นปี 1960 ซึ่งในยุคสมัยนั้นมีความนิยมการขับขี่มอเตอร์ไซค์ชมวิวเลียบชายฝั่งแคลิฟอเนียร์ โดยตัวรถคันนี้ทางทีมผู้ออกแบบได้หยิบเอาดีไซน์การออกแบบมาจากรุ่นปี 60 แทบจะทุกประการ เพื่ออนุรักษ์ความคลาสสิกของรถไว้ โดยผสมกับความทันสมัยของเครื่องยนต์ลูกใหม่เข้าไป เพื่อให้รถมีความเร้าใจมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความเป็นโรดสเตอร์เอาไว้ไม่ผิดเพี้ยน

ไฟหน้าฮาโลเจนกรอบโครเมี่ยมทรงกลมสไตล์คลาสสิก รวมไฟสูงและไฟต่ำไว้ในเรือนเดียว เก็บงานได้เรียบเนียนสนิทกว่าทุกโมเดลที่ผ่านมาของทางค่าย

ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13.7 ลิตร โดยมีความกว้างและแบนกว่าตัว GT เล็กน้อย ส่วนเบาะนั่งเป็นแบบตอนเดียว ความสูง 803 มม. ซึ่งเบาะนั่งตัวนี้จะมีความหนานุ่มกว่าตัว GT พอสมควร

ทางด้านช่วงล่าง ด้านหน้าใช้โช๊คอัพแบบ Telescopic ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 110 มม. พร้อมล้อหน้าซี่ลวดแบบมียางในขนาด 18 นิ้ว รัดยาง Pirelli Phantom Sportcomp ขนาด 100/90-18

ด้านระบบเบรคเป็นดิสเบรคเดี่ยวขนาด 340 มม. พร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกจาก Bosch และปั้มเบรค 4 พอตจาก Bybre แบรนด์ลูกของ Brembo


ทางด้านหลัง ใช้โช๊คอัพหลังคู่พร้อมซัพแท็งค์ ระยะยุบ 88 มม. พร้อมล้อซี่ลวดแบบมียางในขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมยาง Pirelli Phantom Sportcomp ขนาด 130/70-18

ด้านระบบเบรคเป็นดิสเบรคเดี่ยวขนาด 240 มม. พร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกจาก Bosch และปั้มเบรค 2 พอตจาก Bybre แบรนด์ลูกของ Brembo

ท่อไอเสียคู่ขนาดใหญ่ ให้เสียงเครื่องยนต์ดุดันมากๆ พร้อมไฟท้ายและไฟเลี้ยวแบบเหลี่ยมสไตล์คลาสสิก และในส่วนของเบาะนั่งเป็นเบาะแบบตอนเดียวยาวมาจนถึงเฟรมท้ายรถ

เรือนไมล์แบบเข็มสไตล์คลาสสิก 2 เรือน โดยฝั่งซ้ายจะเป็นมาตรวัดความเร็วของรถเป็นหน่วยกิโลเมตร และหน่วยไมล์ พร้อมหน้าจอดิจิตอลบอกข้อมูลเกี่ยวกับเลขไมล์รวมของรถ, ทริป A และ B ส่วนด้านขวาจะเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์จะเห็นได้ว่าเรดไลน์ของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 7,500 รอบ/นาที

มุมมองจากผู้ขับขี่จะเห็นได้ว่าตัวรถคันนี้ค่อนข้างใส่ของมาแน่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์บาร์พร้อมบาร์ค้ำแฮนด์สไตล์รถคลาสสิก ส่วนประกับแฮนด์ด้านซ้ายจะเป็นปุ่มควบคุมไฟสูง/ไฟต่ำ, ไฟพาส, ไฟเลี้ยว และแตร ด้านขวาเป็นปุ่ม off/run และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์